สุขภาพ 

กินจืด ยืดอายุ! กินรสจัด เสี่ยงโรค ตายไว!

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยนั้นมักมาพร้อมกับเครื่องปรุงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘ก๋วยเตี๋ยว’ ก็ต้องมีน้ำปลา น้ำตาล พริกป่น น้ำส้มสายชู ปรุงเพิ่มรสชาติ หรืออย่าง ‘อาหารตามสั่ง’ ก็ต้องมาคู่กับน้ำปลาพริก และอาหารอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องมีน้ำจิ้มต่างๆ เพิ่มรสชาติ ซึ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้ามเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคภัยตามมา จะดีกว่าไหมถ้าเราปรุงให้น้อยลง

รู้หรือไม่ว่าในหนึ่งวันอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่จะมีรสเค็มและหวาน โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ว่าในแต่ละวันเรากินเกลือหรือน้ำตาลเกินความจำเป็น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นในเชิงสุขภาพเราควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน หรือน้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน หรือได้รับโซเดียม 5,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของร่างกายที่ควรได้รับ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาได้

ส่วนน้ำตาลนำมาซึ่งโรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรตไต ฯลฯ โรคเหล่านี้เกิดจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป โดยองค์การอนามัยโลกรับรองว่าไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกินร้อยละ 5 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน เท่ากับ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวันเพียงเท่านั้น

การทานรสเปรี้ยวจัดมากเกินไปก็ส่งผลเสียเช่นเดียวกัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสียได้ง่าย แถมพ่วงด้วยอาการร้อนใน ทำให้ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา นอกจากนี้ เวลาเกิดบาดแผลอะไร ก็มักจะทำให้หายช้า อีกทั้งยังทำให้กระดูกผุ โดยเฉพาะความเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ที่แม้จะช่วยขจัดกลิ่นคาวและลดแบคทีเรียในอาหาร แต่อันตรายต่อกระดูกแน่นอน หากรับประทานมากเกินไป

หรือแม้แต่การทานเผ็ด หากทานแต่น้อยก็จะมีประโยชน์เพราะมีส่วนช่วยในการเผาผลาญได้ แต่หากทานเผ็ดจัดอาจจะทำให้เกิดอาการเหมือนคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารในพริกซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดจะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง เกิดอาการจุกแน่นที่ลิ้นปี่

 

ดังนั้นแล้วเราควรลดการทานอาหารรสจัดลง ซึ่งเทคนิคในการลดการกินอาหารรสจัดง่ายๆ เลยก็คือ 1.ชิมก่อนปรุง 2.ลดการปรุงลง เช่น จากเคยเติมน้ำปลา 2 ช้อนให้ลดลงเหลือ 1 ช้อน แทน เป็นต้น 3. ควรอ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลน้อยๆ โดย 4 กรัมจะเท่ากับน้ำตาล 1 ช้อนชา ซึ่งวันหนึ่งต้องไม่เกิน 24 กรัมหรือ 6 ช้อนชา 4. หันมาทำอาหารรับประทานเองจะดีที่สุด เพราะเราจะรู้ว่าควรปรุงปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่ทำร้ายสุขภาพตัวเองนั่นเอง

 

ข้อมูลประกอบบางส่วน thaihealth

Related posts

Leave a Comment

%d bloggers like this: