ลดน้ำหนัก 

(รีวิว) หนูค่อยๆ ลดความอ้วน จากเกือบ 70 เหลือ 51 ค่ะ

ตึง! เห็นภาพด้านบนแล้วอย่าเพิ่งตกใจกันนะคะ นั่นเป็นสภาพหนังหน้าตอนที่พิมพ์เข้าปี 1 แรกๆ ช่วงนั้นน้ำหนักก็ประมาณ​ 67 นี่คือค่ากลางแล้วนะคะ ที่จริงพิมพ์อยากจะเอารูปเต็มตัวมาให้ดู แต่ดันไม่ค่อยมีซะนี่สิ จำได้ว่ามีช่วงนึงอายที่จะเอารูปสมัยอ้วนๆ มาโชว์ เลยลบแท็กของเพื่อนกับรูปหายไปจนหมด แต่ถ้าเห็นสภาพหน้าคงจะรู้แล้วว่าอ้วนมาก ดูจากโหนกแก้ม เนื้อที่ขึ้นมาปิดตา ซึ่งพิมพ์เป็นคนตาโตมาก ไอ้เนื้อที่ปิดที่ อาศัยระยะเวลาและเงินเยอะที่เดียวกว่าจะเปลี่ยนเป็นไขมันแล้วมาสะสมได้ขนานนี้

ก่อนอื่นมาพูดถึงสาเหตุที่เอามารีวิวกันก่อนนะคะ เนื่องจากมีคน เพื่อน รุ่นน้อง คนรอบข้างที่มองเราอยู่อย่างห่างๆ มาเป็นระยะเวลานาน เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปีหนึ่งยันตอนนี้ ก็ปีสี่แล้ว พวกเค้ามักจะถามถึงวิธีการลดความอ้วนของพิมพ์ว่า เฮ้ย ทำยังไงวะ เฮ้ย ทำได้ไงวะ เฮ้ย เอาอะไรมาเป็นแรงบันดาลใจวะ จนสักครู่ มีคนมายุยงว่า ทำรีวิวเถอะพิมพ์ เราก็ เอ้อ ทำก็ทำ

ยังไงพิมพ์ก็ขอให้กระทู้นี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังคิดจะลดความอ้วน คิดแล้วยังไม่ได้ทำ คิด ทำไปแล้วแต่ไม่สำเร็จสักที หรืออาจจะอยู่ระหว่างลดความอ้วน ซึ่งอันดับแรก ก่อนจะลดต้องมาเข้าใจ มารู้จักตัวพิมพ์กันก่อนนะคะ

พิมพ์เป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ อยู่หาดใหญ่ สงขลา เรียนอยู่ในโรงเรียนหญิงล้วนพักหนึ่งก่อนที่จะมาเรียนโรงเรียนสหะ โดยที่โรงเรียนเนี่ย จะมีแฟชันฮิตๆ กันคือการอ่านหนังสือและเขียนนิยายค่ะ ทำให้ระหว่างอ่านไปหรือเขียนไป ปากเราก็จะขยับตลอดเวลา มีช่วงเวลาที่แรงบันดาลใจกำลังสุกงอมเต็มที่ อยากเป็นนักเขียน เราก็ตะลุยเลยค่ะ กิน นั่ง ไม่ขยับ และเขียนนิยายอัพลงอินเตอร์เน็ต เราใช้เวลาอยู่ในห้องนอน โรงเรียน หนังสือ จินตนาการ ไปเรื่อยๆ จำไม่ได้ว่าเริ่มอ้วนเมื่อไหร่ แต่มาเห็นตัวเองอีกทีนึง ก็อ้วนไปแล้ว (ภาพด้านบนน่าจะอธิบายช่วงเวลาตอนมอหกได้ดี เพราะเป็นภาพช่วงประมาณปีหนึ่งค่ะ ก็ประมาณนั้นมาตลอด)

มีช่วงหนึ่งที่พิมพ์ออกกำลังกายอย่างหนัก (ช่วงนั้นจะมาดูคอนเสิร์ต Super junior ค่ะ) เราได้ซื้อบัตรยืนไป ทำให้คุยกับเพื่อนว่า เราต้องออกกำลังกายนะ ไม่งั้นจะมาดูคอนฯ ไม่ไหว ร่างกายมีแต่จะแข็งแรง ถึก และบึกบึนขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดเลย (เราใช้วิธีวิ่งรอบอ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยแถวบ้านและเต้นแอโรบิกค่ะ) ขณะที่คนที่ไปเต้นแอโรบิกที่ยืนถัดไปประมาณสามคน สามเดือนผ่านไปเขาผอมลงแล้ว!

เลยเกิดความสงสัยว่า เฮ้ย ทำไมฉันไม่ผอมสักทีวะ -_- หรือว่าการออกกำลังกายอาจจไม่ได้ผลกับเราอะไรงี้
เลยหยุดออกกำลังกายและออกกำลังปากมากขึ้น คิดว่าชาตินี้คงผอมไม่ได้แล้วล่ะ เย้ (ความอ้วนจงเจริญ)

 

ลืมบอกไป ก่อนที่พิมพ์จะขึ้นมากรุงเทพ เพราะเรียนหญิงล้วนเนี่ย ทำให้พิมพ์มีพฤติกรรมห้าวๆ กว่าที่ควรจะเป็น แต่ถามว่าเป็นทอมเลยมั้ย มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น คือ สมัยนั้น ในโรงเรียนหญิงล้วน ต่างจังหวัด เรานิยมใส่กางเกงยีนส์ขาใหญ่ๆ ยาวลากพื้นกันค่ะ ไม่ว่าคุณจะทอม ไม่ทอม เราใส่แบบเดียวกันหมด จนกระทั่งย้ายโรงเรียน เราก็กลัวจะโดนแซว เลยพยายามคุมเชิงให้เป็นแบบเดิมเหมือนกับที่เรียนมอปลายมา (เราเรียนหญิงล้วนประมาณ 9 ปี ค่ะ) เราคุมเชิงจนกระทั่งมาเรียนมหาวิทยาลัย และก็เจอผู้ชาย ซึ่งหล่อมากกกกก!!!

เฮ้ย นี่แหละเทิร์นนิงพ้อยท์ 555555+ หลายคนอาจจะหาว่าเราบ้าผู้ชาย ก็มันไม่เคยได้บ้ามาก่อนในชีวิตนี่คะ แต่ตอนเจอ เราไม่คิดว่าจะลดความอ้วนหรืออะไรหรอกนะคะ เพราะที่บ้านบอกว่า อุ้ย แบบนี้น่ะพอดีแล้ว ใครๆ ก็จะปลอบใจเราด้วยคำโกหกว่าเราไม่ได้อ้วน (จะเหยียบเจ็ดสิบแล้วนั่น) จนมาเจอปากที่เป็นทั้งมือทั้งเท้า ผลักและถีบเราค่ะ เค้าด่าเราว่า ชอบ…. เฮ้ย นั่นมัน XU Cuteboy เลยนะ ไม่เจียมเบย เราโมโหมาก แล้วไหนที่บ้าน แม่ เพื่อนพี่น้องบอกว่า เฮ้ย แกสวยนะเว้ย พอดีแล้ว ไม่เห็นอ้วน ไหนล่ะ ไหนวะ ไหนนนนนนน =[]=!!! ?

 

เราปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจังเลย ด้วยความที่เราค่อยข้างเซนส์สิทีฟด้วยมั้ง เราเลยอดข้าว กินยาลดด้วย บลาๆ หลายอย่าง จนกระทั่ง! ตาย…
ล้อเล่น! จนกระทั่งเพื่อนไม่คบค่ะ สำหรับคนที่ลดความอ้วนแล้วคิดจะพึ่งยานะ เรารู้ว่าอ่านรีวิวแบบนี้ไปก็ยังมีคำถามในใน จริงเหรอวะ เฮ้ย เอ๊ะ มันอาจจะต้องเจอกับตัวเอง แต่ยามีผลต่อสุขภาพและพฤติกรรมมากๆๆๆๆๆๆๆ ทำให้จากที่เราเคยเป็นคนอารมณ์ดี ก็อารมณ์แย่อ่ะ คือเป็นคนที่ไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย เราหมกมุ่นกับการลดความอ้วนมากเกินไป เรียกว่าใช้สายสุดโต่งไปเลยอ่ะ จนมีเพื่อนที่น่ารักและปราถนาดีมาเตือนเรา เราเป็นคนที่รับฟังอยู่แล้ว เลย…โอเค เปลี่ยนใหม่

ส่วนเรื่อง XU Cuteboy เราลืมเขาไปนานแล้วระหว่างที่ลดความอ้วน ตอนนี้เราคิดจะเริ่มกินอีกครั้งเพราะไม่มีแรงบันดาลใจ ดาราที่ชอบก็หายเข้ากลีบเมฆเพราะเราเลิกที่จะสนใจอะไรพวกนั้น มาสนใจแต่เรื่องตัวเอง ออกกำลังกายเราก็วิ่งรอบมหาลับบ้าง ไปฟิตเนสของมหาลัยบ้าง มันก็ยังไม่ลด เราแบบ บางทีถึงขั้นไปบนบาลศาลกล่าวเลยนะ “ให้ลูกช้างผอมลงด้วยเถอะ จะไปทำบุญให้” โน้นนี่นั่นสารพัด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วยหนูเบยยยยย~ (เป็นไคลซิสของลดความอ้วนสตอรีเลย ช่วงนี้)

จนกระทั่งแม่มาบอกว่า เฮ้ย พิมพ์ หยุดเถอะ เดี๋ยวแม่จัดคอสให้เอง (ไลค์แม็ก 555+)
แม่คุยกับเรานานมากเรื่องการลดความอ้วน เค้าเห็นเราทำมันจริงๆ เค้าเลยอยากช่วย อันดับแรก แม่บอกว่าเราต้องปรับทัศนคติก่อน อยากผอมเพราะอะไร ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะผอม แม่ก็ถามเรา แต่เราจะตอบแม่ได้ยังไงล่ะ ว่าอยากผอมเพราะผู้ชายค่ะแม่ เย้ (5555+) แต่ด้วยความที่บ้านเรามีพื้นเพที่หัวเข่าไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ทำให้พูดความจริงไปไม่หมดว่า อ๋อ เจ็บหัวเข่ามากเลยแม่ แม่ก็เก็ต แล้วเข้าสู่กระบวนการ

(น้ำหนักประมาณ 61-65)

หลังจากเปลี่ยนทัศนคติแล้วว่า ฉันจะผอมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น (ตามเท่าที่แม่รู้) แม่ก็บอกว่า สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนพฤติกรรมการกินค่ะ จากเป็นเพื่อนสนิทกับเซเว่น ก็ต้องบอกว่า เราห่างกันสักพัก ออกกำลังกายตามเท่าที่ออกได้ เราไปเล่นบาสกับเพื่อนบ้าง เริ่มออกจากบ้าน ใช้วิธีการเดินเข้ามหาวิทยาลัยและซอยหอด้วยกันเดินแทนที่จะนั่งรถ กระโดนเชือก 200 ครั้งเป็นอย่างต่ำ กินผักผลไม้ที่ไม่มีแป้ง เราต้องรู้ว่าความอ้วนมาจากอะไร แม่บอกว่า แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แล้วน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมัน! เพรางั้น ให้เลิกของหวาน นำ้หวาน โดยเฉพาะน้ำอัดลม ทันทีที่เราลดน้ำอัดลม น้ำหนักเราลดทันทีเลย

(ประมาณ 59-60)

 

น้ำอัดลมนี่สำคัญมาก! หลังจากน้ำเราก็เริ่มดื่มน้ำเยอะตามคำสั่งแม่ กระโดดเชือกไม่ขาดวันละ 200 เล่น ฮูลาฮูครึ่งชั่วโมงทุกวัน ซื้อแผ่นเต้นแอโรบิกมาเต้นเอง 30 นาทีเป็นอย่างน้ำ และ ทำดีทอร์ก =_=

(เขินจัง เอาสายเสียบก้น -///-)

เราซื้อมาแบบ ทำเองที่บ้านเลยนะ ไม่ได้ไปทำที่ร้าน เรารู้สึกว่า เฮ้ย เวลาออกกำลังกายเนี่ย ร่างกายมันเหงื่อออกเร็วขึ้นว่ะ ดูแบบ ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น แม่เราบอกให้หาแปรงมาขัดตามผิวเพราะมันจะไปกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองให้ทำงานดี ทุกอย่างมันดีขึ้นหมดเลยยยยยยย (ขณะที่เราทำดีทอร์ก เรายังคงกินข้าววันละสองมื้อ ลดแป้ง น้ำตาล กินน้ำเยอะๆ เดินเข้ามหาวิทยาลัย เล่นบาสเก็ตบอล หรือบางวันอาจจะไปฟิตเนส เล่นฮูลาฮูบ) เราทำแบบนี้อยู่ประมาณ 6 เดือนเลย จนตอนนี้เราน้ำหนัก 51 กิโลกรัม

รูปนี้ปีสองค่ะ ดูขานะ

(อันนี้เป็นรูปที่ถ่ายเล่นกับเพื่อนๆ ค่ะ เลยมีพ้อยท้งพ้อยเท้า – อ้วนน้อยลงแล้ววววว)

(เจอและ อันที่เห็นขา , พิมพ์ไม่มีรูปออริจินัล)

 

 

(ผอมแล้วหน้าจะหายบานด้วย เย้ )

ตึง!!! หัวเราะ
สาวๆ ห้องแป้งคนไหนที่กำลังลดความอ้วนเห็นแล้วก็ขอให้มีกำลังใจนะคะ เราอยากให้ทุกคนสุขภาพดี (อย่างที่แม่เข้าใจ 5555+) พอเราผอมแล้ว ทัศนคติในการใช้ชีวิตที่แบบ อุ้ย ฉันโคตรอยากสวยมากๆ ใช้ชีวิตเพื่อการอยากสวยก็จะเปลี่ยนไปด้วยนะ ความผอมทำให้เรามั่นใจขึ้น ซึ่งความมั่นใจเนี่ย จะทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นโดยไม่ต้องไปดิ้นรนอะไรเหมือนแต่ก่อน ก่อนไปเราอยากฝากเรื่องการเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การเลิกพึ่งตัวช่วย (ตั้งแต่ยาลดความอ้วนไปจนถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) ถ้าเราจะลดความอ้วน เราต้องเริ่มที่ใจ แล้วไปที่สมอง นะคะ อย่าสักแต่ว่าจะให้ลดอย่างเดียว ไม่งั้นต่อให้เราลดลงมาแล้ว เราก็ไม่มีความสุข สุขสันต์วันผอมค่า

 

edit wed MAY 13 2015
เข้ามาอ่านกระทู้ตัวเองเวลานี้แล้วขำมาก, ยังขำอยู่เลยว่าตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ
> ตอนนี้เราไม่ได้ผอมขนาดตอนที่ตั้งกระทู้แล้ว แต่ก็ไม่ได้อ้วน สำหรับชีวิตตอนก่อนจบ เพิ่งจบ กับชีวิตตอนทำงานแล้วมันต่างกันจริงๆ เราพอจะเข้าใจอย่างไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นยังไง แต่การออกกำลังกายทุกวันไม่ใช่ตัวเลือกเดียวสำหรับลดความอ้วน พ้อยหลักๆ เป็นเรื่องอาหารซะมากกว่าตอนนี้ สำหรับตอนนี้ เวลาก็ผ่านมาเยอะจากตอนตั้งกระทู้ เราไม่ได้เคร่งครัดเหมือนตอนนั้น ให้โควต้าตัวเองกินอะไรที่ชอบ แต่ก็จะไม่กินมันเยอะเกินไป

> แต่การออกกำลังกายสำคัญในแง่ของรูปร่างและกระชับสัดส่วน อาทิตย์นึงออกได้สักชั่วโมงก็ยังดี

> เรียลไรซ์ได้ว่า ช่วงเวลาที่ยากที่สุดไม่ใช่ตอนกำลังลดความอ้วน แต่เป็นตอนรักษารูปร่างมากกว่า อยากบอกคนที่ลดความอ้วนว่า ลดแล้วมันต้องลดทั้งชีวิตจริงๆ คนที่อ้วนอย่างเราๆ ร่างกาย เมตาบอลิซึมไม่เหมือนกับคนผอม ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ลดได้คงที่แล้วอย่ากริ่มใจ มีเหมือนกันช่วงที่เราขึ้นไปเกือบ 60 หลังจากตั้งกระทู้นี้ และค่อยๆ ลดลงมา (เป็นคนที่ชอบลดแบบเอื่อยๆ ไม่รีบ)

> แต่วิธีการลดความอ้วนที่ดีที่สุด (ความจริงมันใช้ได้กับทุกเรื่อง) ต้องมีการตั้งเป้าหมายระยะสั้น กลาง ยาว การลดเรื่อยๆ ทำให้กำลังใจเราหายเร็วกว่าการมีเป้าหมาย

> การอ้วน ตัดแง่ของสุขภาพไป ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีหากเราพอใจกับความอ้วนของตัวเอง แต่หากเราไม่พอใจกับความอ้วนตัวเองและพร่ำบ่นว่า คนอ้วนจริงใจกว่า ไม่มองคนที่รูปลักษณ์ ทำไมสังคมนี้ไม่มีที่ยืนให้คนอ้วน และบอกว่าเฝ้ารอคนที่จะมองเราด้วยความจริงใจ / ความคิดส่วนตัวเราคิดว่ามันคือการพร่ำบ่นของคนขี้เกียจที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง เพราะสุดท้าย เรานี่แหละที่จะได้ผลประโยชน์จากมัน
จะเข้ามาเพิ่มเติมปีหน้าอีกครั้ง ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกระทู้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล pantip

Related posts

Leave a Comment

%d bloggers like this: