ลดน้ำหนัก สุขภาพ 

12 ท่าแพลงก์ยอดฮิต ลดพุงวันละนิด 4 สัปดาห์เห็นผล !

อยากออกกำลังกายลดพุงก็มุ่งมาทางนี้เลยจ้า เรามัดรวมท่าแพลงก์น่าลองทำตามมาฝากกันรัว ๆ ถึง 12 ท่า แพลงก์กันให้ครบ เพื่อลดหน้าท้องวันละนิด ไปจนถึงคำว่าสตรอง

ท่าแพลงก์เป็นการออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ ก็สามารถฟิต&เฟิร์มร่างกายได้ และหากใครทำท่าแพลงก์มาได้สักพัก และอยากลองท่าแพลงก์ใหม่ ๆ ดูบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขออาสารวม 12 ท่าแพลงก์ทำตามไม่ยาก แต่จะช่วยให้คุณได้ประโยชน์ของการแพลงก์ แบบไม่ซ้ำซากมาฝาก

อ้อ ! และหากใครอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองจากการแพลงก์ เรามีตารางแพลงก์ 28 วัน ทำตามนี้อย่างเคร่งครัดแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ต้องว้าว ! มาแถมให้ด้วย

1. ท่าแพลงก์ปกติ (Basic Plank)

วิธีฝึก

1. เริ่มต้นด้วยท่านอนคว่ำ เหยียดตัวตรง เกร็งคอ และศีรษะลอยจากพื้น

2. ตั้งศอกทั้ง 2 ข้างกับพื้น ค่อย ๆ ยันตัวขึ้น โดยให้ศอกทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณ 1 ช่วงไหล่

3. ยกสะโพกขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที

อย่างไรก็ตาม การแพลงก์ด้วยท่านี้ข้อมือควรต้องวางตรงกับหัวไหล่ ผ่อนข้อศอกเล็กน้อย เกร็งส่วนสะโพกให้อยู่ระนาบเดียวกับลำตัว ที่สำคัญอย่าลืมแขม่วพุงและขมิบก้นเพื่อป้องกันอาการปวดหลังด้วยนะคะ

 

2. ท่าแพลงก์เหยียดแขน (Straight-arm Plank)

วิธีฝึก

1. เริ่มต้นเหมือนท่าวิดพื้น แขนเหยียดตรง

2. เกร็งท่าไว้อย่างน้อย 10 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดตัวลงนอนราบกับพื้น

3. ท่าแพลงก์ด้านข้าง (Side Plank)

วิธีฝึก

1. เริ่มต้นด้วยท่านอนตะแคงซ้าย ใช้แขนและข้อศอกยันตัวขึ้นโดยให้สะโพกยังวางอยู่กับพื้น

2. ค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้น ตามด้วยเหยียดแขนข้างขวาตรงขึ้นไปข้างบน

3. เกร็งคอ ลำตัว และสะโพกให้อยู่ในระนาบเดียวกัน ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที คลายท่า แล้วสลับข้าง

 

4. ท่าแพลงก์ด้านข้าง + ยกขา (Side Plank Leg Lift)

วิธีฝึก

1. เริ่มต้นด้วยท่าแพลงก์ด้านข้าง โดยนอนตะแคงซ้าย ใช้แขนและข้อศอกยันตัวขึ้นโดยให้สะโพกยังวางอยู่กับพื้น

2. ค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้น และเท้าแขนกับเอวไว้

3. เกร็งคอ ลำตัว และสะโพกให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

4. ยกขาด้านบนขึ้นจนปลายเท้าเสมอกับข้อศอก จากนั้นลดขาลงกลับสู่ท่าเดิม ทำให้ครบ 10 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง

 

5. ท่าแพลงก์ยกขา (Leg Raise Plank)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นท่าคุกเข่าก้มหน้า ตั้งศอก วางปลายเท้ากับพื้น

2. ยกเข่าขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

3. ยกขาข้างหนึ่งขึ้น ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที แล้วคลายท่า

 

6. ท่าแพลงก์ยกแขน (One Arm Plank)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นท่าคุกเข่าก้มหน้า ตั้งศอก วางปลายเท้ากับพื้น

2. ยกเข่าขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

3. ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นเหยียดตรงไปข้างหน้า ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที แล้วคลายท่า

 

7. ท่าแพลงก์ยกแขนและขา (One arm-One leg Plank)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นท่าคุกเข่าก้มหน้า ตั้งศอก วางปลายเท้ากับพื้น

2. ยกเข่าขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

3. ยกขาซ้ายเหยียดตรงไปข้างหลัง ยกแขนขวาเหยียดตรงไปข้างหน้า ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที แล้วคลายท่า

 

8. สไปเดอร์แมน แพลงก์ (spiderman plank)
วิธีฝึก

1. ตั้งท่าแพลงก์ปกติ แล้วฉีกขาเข้ามาหาลำตัวสลับกันทีละข้าง

2. ทำไปเรื่อย ๆ สัก 15 ครั้งหรือแล้วแต่จะไหว

 

9. ท่าเอลโบแพลงก์ วิท ดองกี้คิก (Elbow Plank With Donkey Kick)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นด้วยการทำท่าแพลงก์ วางศอกตรงกับหัวไหล่ แล้วยกตัวขึ้นทรงตัวด้วยปลายเท้าทั้งสองข้าง

2. ยกขาขวาขึ้นจากพื้น งอเข่าขวาตั้งฉากให้ปลายเท้าชี้ไปด้านหลัง เกร็งสะโพกเล็กน้อย ยกเข่าขวาขึ้น-ลง 10 ครั้ง โดยไม่ให้เข่าแตะพื้น แล้วสลับมาทำข้างซ้ายอีก 10 ครั้ง

3. ทำซ้ำอีกข้างละ 10 ครั้ง หรือเท่าที่ร่างกายจะไหว

 

10. ท่าแพลงก์สลับสะโพกแตะพื้น (Plank Hip Twist)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นด้วยท่านอนคว่ำ เหยียดตัวตรง เกร็งคอ ศีรษะลอยจากพื้น

2. ตั้งศอกทั้ง 2 ข้างกับพื้น ค่อย ๆ ยันตัวขึ้น โดยให้ศอกทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณ 1 ช่วงไหล่

3. ยกสะโพกขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน จากนั้นเกร็งสะโพกแล้วเอียงเฉพาะส่วนสะโพกด้านข้างมาแตะพื้น โยกสลับกันไปจนครบข้างละ 10 ครั้ง

 

11. ท่าแพลงก์แยกขา เข้า-ออก (Plank Jack)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นเหมือนท่าวิดพื้น แขนและขาเหยียดตรง

2. เกร็งลำตัวช่วงล่างแล้วค่อย ๆ แยกปลายเท้าทั้งสองออกด้านข้างตัว ในลักษณะคล้าย ๆ ท่ากระโดดตบ

3. ทำให้ครบ 10 ครั้งหรือจนกว่าจะไม่ไหว

 

12. ท่าแพลงก์เข่าชิดศอก (Plank Knee)
วิธีฝึก

1. เริ่มต้นเหมือนท่าวิดพื้น แขนและขาเหยียดตรง

2. งอขาซ้ายเข้าหาลำตัว ให้เข่าแตะกับข้อศอก แล้วเหยียดขากลับสู่ท่าเริ่มต้น

3. สลับทำกับขาอีกข้างไปเรื่อย ๆ ให้ได้ข้างละ 10 ครั้ง หรือจนกว่าจะไม่ไหว

และหากใครเริ่มสนใจอยากแพลงก์กิ้งเปลี่ยนชีวิตกับเขาบ้าง เราก็มีตารางแพลงก์ 28 วันมาให้ลองทำตามกันด้วยจ้า

– วันที่ 1 แพลงก์ให้ได้ 20 วินาที

– วันที่ 2 แพลงก์ให้ได้ 20 วินาที

– วันที่ 3 แพลงก์ให้ได้ 30 วินาที

– วันที่ 4 แพลงก์ให้ได้ 30 วินาที

– วันที่ 5 แพลงก์ให้ได้ 40 วินาที

– วันที่ 6 หยุดพัก

– วันที่ 7 แพลงก์ให้ได้ 45 วินาที

– วันที่ 8 แพลงก์ให้ได้ 45 วินาที

– วันที่ 9 แพลงก์ให้ได้ 60 วินาที

– วันที่ 10 แพลงก์ให้ได้ 60 วินาที

– วันที่ 11 แพลงก์ให้ได้ 60 วินาที

– วันที่ 12 แพลงก์ให้ได้ 90 วินาที

– วันที่ 13 หยุดพัก

– วันที่ 14 แพลงก์ให้ได้ 90 วินาที

– วันที่ 15 แพลงก์ให้ได้ 90 วินาที

– วันที่ 16 แพลงก์ให้ได้ 120 วินาที

– วันที่ 17 แพลงก์ให้ได้ 120 วินาที

– วันที่ 18 แพลงก์ให้ได้ 150 วินาที

– วันที่ 19 หยุดพัก

– วันที่ 20 แพลงก์ให้ได้ 150 วินาที

– วันที่ 21 แพลงก์ให้ได้ 150 วินาที

– วันที่ 22 แพลงก์ให้ได้ 180 วินาที

– วันที่ 23 แพลงก์ให้ได้ 180 วินาที

– วันที่ 24 แพลงก์ให้ได้ 210 วินาที

– วันที่ 25 หยุดพัก

– วันที่ 26 แพลงก์ให้ได้ 210 วินาที

– วันที่ 27 แพลงก์ให้ได้ 240 วินาที

– วันที่ 28 แพลงก์ให้ได้นานที่สุดเท่าที่ร่างกายจะไหว


ทั้งนี้หากใครอยากฝึกท่าแพลงก์ยาว ๆ ไปแบบไม่มีอาการปวดหลังมารบกวน เราก็มีเคล็ดลับแพลงก์ให้ได้นาน ๆ และเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่ออาการปวดหลังมาฝากตามนี้เลยค่ะ

1. หากเป็นมือใหม่หัดแพลงก์ ควรเริ่มแพลงก์จากระยะสั้น ๆ (10-20 วินาที) แล้วพัก ก่อนเริ่มแพลงก์ใหม่อีกครั้งไปก่อน อย่าเพิ่งหักโหม เพราะกล้ามเนื้ออาจจะยังไม่มีความพร้อม ให้ค่อย ๆ แพลงก์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ

2. สูดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ อย่ากลั้นหายใจระหว่างที่แพลงก์ เพราะจะทำให้เหนื่อยยิ่งขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการแพลงก์บนเตียงนุ่ม ๆ แต่ให้แพลงก์บนพื้นยาง หรือพรมแทน เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง

4. ถ้ารู้สึกปวดหลัง หรือเจ็บตรงส่วนไหนให้หยุดพักทันที อย่าฝืนร่างกาย จนกว่าจะหายปวดแล้วค่อยฝึกต่อ

5. หมั่นฝึกท่าแพลงก์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้เราทำท่าแพลงก์ได้นานมากขึ้นไปด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 12 ท่าแพลงก์ยอดฮิต ที่จะช่วยให้การแพลงก์กิ้งของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ซึ่งเราก็อยากย้ำเพิ่มเติมกันอีกสักนิดว่า การแพลงก์ที่ถูกต้อง ข้อมือควรต้องวางตรงกับหัวไหล่ เวลาแพลงก์ให้เกร็งส่วนสะโพกไว้ และที่สำคัญอย่าลืมแขม่วพุงและขมิบก้นในระหว่างการแพลงก์ เพื่อให้ได้บริหารกล้ามเนื้ออย่างถูกต้อง และป้องกันอาการปวดหลังไปในตัวด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก health.kapook.com

Related posts

Leave a Comment

%d bloggers like this: